คุณสามารถหาข้อมูล เกี่ยวกับ เทคนิค ข้อแนะนำต่างๆ และ การดูแลรักษารถยนต์ที่คุณรัก ได้โดยเราได้รวบรวม มาไว้แล้ว

 
พวงมาลัยเล็กใหญ่มีอะไรแตกต่างกัน
 
วิธีประหยัดน้ำมัน
เตรียมตัวอย่างไรก่อนซื้อรถ
ตรวจเช็ครถก่อนเดินทางไกล
ความเร็วเท่าไหร่ จึงขับปลอดภัย!!
การล้างหม้อน้ำ ไม่ใช้เรื่องยาก
12 วิธีการประหยัดน้ำมันแบบง่าย ๆ
เอธานอล อัศวินม้าขาวของวิกฤตราคาน้ำมันเบนซิน
สี่แยกอารมณ์เสีย
บทเรียนราคาแพงจากแบตเตอร์รี่
เมื่อขับรถยนต์ขณะฝนตก
เกียร์อัตโนมัติ ดูแลพวงมาลัยพาวเวอร์
รถยนต์สีอะไรปลอดภัยบนถนน การดูแลรักษาชิ้นส่วนภายในของรถคุณ

  พวงมาลัยเล็กใหญ่มีอะไรแตกต่างกัน 


พวงมาลัยวงเล็กและวงใหญ่จะใช้จำนวนรอบการหมุนเท่ากัน สามารถทดสอบได้โดยนับรอบจากการทำเครื่องหมายไว้บนพวงมาลัยดู แล้วหมุนจากซ้ายสุดไปขวาสุดแล้วนับจำนวนรอบ โดยนับรอบจากที่ทำเครื่องหมายไว้บนวงพวงมาลัยแล้วจดบันทึกไว้ว่าหมุนไปกี่รอบ แต่จะมีข้อแตกต่างกันที่ การออกแรงหมุน พวงมาลัยวงเล็กต้องออกแรงมากกว่า แต่สาวได้เร็วกว่า การตอบสนองเวลาเลี้ยวก็จะไวกว่า แต่ก็ต้องระวัง เพราะบางครั้งไวไป กรณีผู้ขับไม่ชินก็อาจเกิดอันตรายได้ ส่วนพวงมาลัยวงใหญ่ใช้แรงหมุนน้อยกว่า แต่การสาวพวงมาลัยก็ช้ากว่าเช่นกัน

Top
 
  วิธีประหยัดน้ำมัน 

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้รถยนต์เป็นประจำ เรามีประหยัดน้ำมันในช่วงที่ภาวะราคาน้ำมันการผันผวนตลอดเวลา และยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การไม่ขับรถเร็วจนเกินไป ไม่แซงโดยไม่จำเป็น จะประหยัดได้ประมาณ 20% สำหรับอัตราความเร็วที่เหมาะสมในการประหยัดน้ำมันได้มากที่สุดคือ 60-80 กม./ชม. และความเร็วสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับทางธรรมดา คือ 90 กม./ชม. บนทางด่วน 110 กม./ชม.และบนทางมอเตอร์เวย์ 120 กม./ชม.

  • บรรทุกของเท่าที่จำเป็น จะช่วยประหยัดได้ประมาณ 15% หากขับรถโดยบรรทุกของที่ไม่จำเป็นประมาณ 10 กิโลกรัม เป็นระยะทาง 25 กิโลเมตร จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 40 ซีซี .

  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในวันและช่วงเวลาที่มีผู้ใช้รถเป็นจำนวนมาก ๆ เพราะหากรถติดอยู่กับที่นาน 30 นาที จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน 750 ซี ซี. คิดเป็นเงิน 13.50 บาท (18 บาท/ลิตร) นอกจากนี้ยังทำให้เสียเวลาด้วย

  • ตรวจเช็คลมยางว่ามีการสึกหรอถึงระดับต้องเปลี่ยนหรือยัง และควรเติมลมยางให้เหมาะสมตามที่กำหนด เนื่องจากยางสึกหรอหรือลมอ่อนจะทำให้การทรงตัวของรถไม่ดี และสิ้นเปลืองน้ำมัน และหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุก 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้วจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 2 % เช่น ยางขนาด 195 มิลลิเมตร (มม.) ควรเติมลมยางขณะไม่บรรทุก 26 ปอนด์ และยางขนาด 205-235 มม. ควรเติมลมยางขณะไม่บรรทุก 26-29 ปอนด์ เป็นต้น

  • การทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุกๆ 2,500 กม./ชม. หรือทุก ๆ 2-4 สัปดาห์ เพราะถ้าไส้กรองอากาศไม่สะอาดแล้ว จะทำสิ้นเปลืองน้ำมัน วันละ 65 ซีซี.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.manager.co.th

Top
 
  เตรียมตัวอย่างไรก่อนซื้อรถ 

ถามตัวเองก่อน
สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำในการเตรียมตัวซื้อรถนั่นก็คือการถามตัวเองก่อนว่าคุณมีความจำเป็นในการใช้รถมากน้อยแค่ไหน บ้านคุณอยู่ไกลทำงาน ต้องไปรับลูก หรือแค่เห็นว่ารถรุ่นนี้สวย

กำหนดเงินที่มีอยู่
ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากทีเดียวหากคุณคิดจะซื้อรถสักคันเพราะเงินคือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าคุณควรจะซื้อรถแบบใด ยี่ห้อใด หากว่าคุณต้องซื้อแบบเงินผ่อนล่ะก็ขอแนะนำว่าคุณต้องดูความสามารถในการผ่อนแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าดอกเบี้ย ค่าประกันรถ ค่าซ่อมแซม ลองบวกลบคูณหารแล้วไม่ทำให้คุณเดือดร้อน

ยี่ห้อรถและราคาขายต่อ
มีรถบางยี่ห้อราคาแพงลิบตอนคุณซื้อ แต่พอคุณคิดจะเปลี่ยนยี่ห้อกลับราคาตกอย่างน่าใจหาย จริงๆแล้วเรื่องราคาขายต่อนั้นก็มีปัจจัยหลายข้อที่ทำให้ราคาตกไม่ได้ขึ้นอยู่ที่สภาพหรือสมรรถนะของรถเท่านั้นแต่เกี่ยวกับเรื่องของกระแสความนิยม ความดังของยี่ห้อ สัญชาติของยี่ห้อ จำนวนศูนย์บริการ ราคาอะไหล่ ความชินตาที่เห็นบนถนน ความจุกจิกในการใช้งาน รูปลักษณ์ จำนวนคนที่รอซื้อต่อ หรือความยากในการขายต่อ ความใหม่ของยี่ห้อรวม ถึงการล้มหายไปของยี่ห้อ ฯลฯ ล้วนมีผลต่อราคาขายต่อทั้งนั้น ดังนั้นเรื่องยี่ห้อรถและราคาขายต่อนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ควรดูราคาหลายๆแห่งก่อนซื้อ
เพราะว่าแต่ละบริษัทอาจจะมีโปรโมชั่นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ อุปกรณ์เสริม เช่น ล้อแม็กซ์ แอร์ วิทยุ กันสนิม ซ่อมฟรี และฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 คุณควรจะลองดูหลายๆแห่งอาจจะได้รถดีราคาไม่แพงมากก็ได้

เช็คราคาอะไหล่และศูนย์บริการ

รถบางยี่ห้อราคาอะไหล่แพงหูฉี่และหายาก มีความลำบากในการซ่อม รวมทั้งค่าซ่อมแพง หรือว่าบางยี่ห้อต้องใช้อะไหล่ของทางบริษัทเท่านั้น รวมถึงเรื่องของศูนย์บริการที่รถบางยี่ห้อมีไม่กี่แห่งอาจจะลำบากในการหาศูนย์บริการหากคุณอยู่ไกล

เช็คราคาการประกันรถยนต์
ถ้าคุณจะซื้อรถเก่า ที่มีอายุการใช้งานเกินกว่า 10 ปี บริษัทประกันบางแห่ง จะไม่รับประกันภัยชั้น 1 ให้คุณถ้าเกิดกรณีอุบัติเหตุ จะทำให้คุณต้องเสียเงินมาก

หาข้อมูลเพิ่มเติม
สื่อในปัจจุบันนั้นมีมากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรืออินเตอร์เน็ต คุณสามารถเช็คข้อมูลได้ทุกเรื่องเกี่ยวกับรถที่คุณอยากรู้ แต่ต้องอย่าลืมว่าสื่อเหล่านี้ไม่ได้ถูกต้องไปเสีย100 % คุณอาจจะลองถามเพื่อนที่ใช้รถดูเค้าอาจมีคำแนะนำให้คุณแต่ความคิดส่วนตัวแต่ละคนแตกต่างกันไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.manager.co.th

Top
 
  ตรวจเช็ครถก่อนเดินทางไกล 

กรณีที่คุณต้องการเดินทางไกล สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจเช็คสภาพรถยนต์ด้วยตัวคุณเอง เพื่อช่วยให้เกิดมั่นใจในการขับขี่ หรือหากพบข้อบกพร่องก็สามารถแก้ไขก่อนเดินทาง สำหรับวิธีการตรวจเช็คเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้

ตรวจรถภายนอก
- ยาง ตรวจความดันลมยาง ดอกยาง และรอยฉีกขาด
- ตรวจดูว่าขันแน่นดี แต่ก็ไม่แน่นจนเกินไปจนคลายออก ไม่ได้ด้วยตัวเอง
- รอยรั่วซึม ตรวจดูว่ามีร่องรอยน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรค หรือ น้ำรั่วซึมจากใต้ท้องรถ
- ยางปัดน้ำฝน ทดลองปัดดู
- ไฟส่องสว่าง ตรวจดูไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเบรค ไฟเลี้ยวหรืออื่นๆรวมทั้งระดับไฟหน้าด้วยว่าเป็นปกติทั้งหมด

ตรวจภายในรถ
- ยางอะไหล่และแม่แรง ตรวจเช็คลมยาง และให้แน่ใจว่าแม่แรงและด้ามขันใช้งานได้ตามปกติ
- เข็มขัดนิรภัย ตรวจเช็คว่าหัวเข็มขัดสามารถลอ็คได้เรียบร้อย
- แตร ให้แน่ใจว่าดังดี
- แผงควบคุมและอุปกรณ์ ตรวจดูให้แน่ใจว่าทำงานเป็นปกติ และที่ปัดน้ำฝน ปัดได้เรียบร้อยสม่ำเสมอ
- เบรก เช็คระยะฟรีขาเบรคอยู่ในค่ากำหนดหรือไม่
- ฟิวส์สำรองที่เตรียมไว้ต้องมีขนาดค่ากระแสใช้ได้ตามที่กำหนดที่แผงฟิวส์

ตรวจใต้ฝากระโปรงหน้า
- ระดับน้ำหล่อเย็น ควรจะมีอยู่ถึงระดับสูงสุดในถังพักสำรอง
- หม้อน้ำและท่อยาง ควรดูว่าด้านหน้าหม้อน้ำหมดจดไม่มีเศษวัสดุ หรือใบไม้ติดอยู่ ดูท่อยางว่ามีรอยแยก
  เปื่อย มีรอยฉีกขาดหรือหลวม
- สายพานขับต่างๆ ต้องไม่มีรอยแตก เลอะน้ำมันหล่อลื่น และความตึงสายพานอยู่ในค่ากำหนด
- แบตเตอรี่และสายไฟ ตรวจดูและเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับที่กำหนดดูเปลือกแบตเตอรี่ว่ามีร่องรอยเสียหาย
  หรือไม่ ดูขั้วต่อและสายไฟว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่
- ระดับน้ำมันเบรคและคลัชท์ ตรวจดูว่าระดับน้ำมันเบรคและคลัทช์อยู่ในระดับที่ถูกต้อง
- ท่อน้ำมันเชื้อเพลิง ตรวจดูว่าท่อน้ำมันมีการรั่วหลุดหรือไม่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.manager.co.th

Top
 
  ความเร็วเท่าไรจึงขับรถปลอดภัย!! 

เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ควรขับรถด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนด.......

บนทางหลวง ในเขตเทศบาล
รถเก๋งหรือรถปิกอัพ ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80 กม./ชม.
รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 60 กม./ชม.

บนทางหลวง นอกเขตเทศบาล
ให้รถเก๋งหรือปิกอัพ ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม.
รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 80 กม./ชม. และ

บนมอเตอร์เวย์
รถเก๋งหรือปิกอัพ ไม่เกิน 120 กม./ชม.
รถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่เกิน 100 กม./ชม.

ทั้งนี้ในเชิงเทคนิค ได้รับการพิสูจน์และยืนยันจากทั่วโลก การขับขี่รถที่ ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. นอกจากช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 15-20% ยังช่วยลดการตายบนถนนได้ 12-24% แต่ความเร็วดังกล่าว ไม่สามารถลดอุบัติเหตุได้ หากทุกคนประมาท เมามายขณะขับรถ และการไม่ร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎหมาย

ข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสำนักงานนโยบาย

Top
 
  การล้างหม้อน้ำ ไม่ใช่เรื่องยาก  

การทำความสะอาดหม้อน้ำจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน และการกัดกร่อนภายในที่อาจเกิดขึ้นได้

  • เริ่มด้วยการหาถุงพลาสติกคลุมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ ๆ หม้อน้ำ แล้วมองหาปลั๊กถ่ายน้ำด้านล่างของตัวหม้อน้ำ และคลายไว้เล็กน้อย
  • เปิดฝาหม้อน้ำ และเตรียมสายยางที่ต่อไว้กับก็อกประปา พร้อมติดเครื่องยนต์ให้ทำงาน คลายหัวไล่น้ำออก เอาสายยางที่มีน้ำไหลแหย่ลงไปในช่องที่เปิดฝาหม้อน้ำออกให้มีน้ำหมุนเวียนในเครื่องยนต์อยู่ตลอดเวลา โดยน้ำจะไหลจากท่อยางที่เสียบลงไปจากด้านบนและไหลออกที่ช่องด้านล่าง ทำการทิ้งไว้สักพักจนน้ำเริ่มใส
  • ปิดปลั๊กอุดด้านล่าง และปิดน้ำที่สายยาง ดับเครื่องยนต์ และเตรียมน้ำยาหล่อเย็น COOLANT เพื่อเพิ่มจุดเดือดของน้ำ
  • คลายปลั๊กไล่น้ำเล็กน้อย เพื่อให้น้ำลดระดับลงไปบ้าง เติมน้ำยาหล่อเย็นลงไป ถ้ายังเติมไม่พอ ก็ไล่น้ำทิ้งออกไปอีกเล็กน้อย ไล่เติมจนได้สัดส่วนที่ข้างกระป๋องน้ำยาหล่อเย็นที่ระบุไว้ เช่น 0.5 หรือ 1 กระป๋องต่อรถยนต์ 1 คัน ฯลฯ
  • ติดเครื่องยนต์ปล่อยให้ทำงานสักพัก เพื่อให้วาล์วน้ำ เปิดจนสุด มีการหมุนเวียนตามปกติ เติมน้ำยาในหม้อน้ำและถังพักให้ได้ระดับ ปิดฝาเป็นอันเสร็จ

ส่วนรถยนต์ที่ใช้หม้อน้ำ ระบบปิด ไม่มีฝาหม้อน้ำ ใช้เติมน้ำที่ถังพัก ก็ปฎิบัติคล้าย ๆ กัน แต่ต้องหาหัวไล่ลมให้พบ โดยในขั้นตอนสุดท้าย ต้องไล่ลมพิเศษออกจากระบบให้หมดที่หัวไล่ลมพิเศษนี้ด้วย

Top
 
  12 วิธีการประหยัดน้ำมันแบบง่ายๆ 
ขั้นตอนการประหยัด
ผลที่จะได้รับ
1.เติมน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม หรือก่อน 9 โมงเช้าเสมอ
อุณหภูมิที่เย็นน้ำมันหดตัวได้ปริมาตรมากขึ้น 2%
2.เติมน้ำมันแค่หัวจ่ายตัดพอแล้ว ถ้าเติมจนเต็มปรี่ ร้อนๆน้ำมันจะขยายตัวระเหยทิ้งที่รูระบาย
3.อุ่นเครื่อง 1 นาทีในหน้าร้อนและ 3 นาทีในหน้าหนาว เครื่องจะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้น
4.ค่อยๆออกตัวเมื่อรถจอดนิ่ง 1-2 พันรอบ ได้ความนิ่มนวล ประหยัด และลดการสึกหรอของเครื่องยนต์
5.ควรใช้เกียร์สูงเมื่อรถวิ่งได้ 2500 รอบขึ้นไป การลากเกียร์จะทำให้ชดเกียร์ทำงานจนอายุการใช้งานสั้น
6.เครื่อง 2.0 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด110 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง
7.เครื่อง 1.6 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด 90 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง
8.พักรถสัก 15 นาทีเมื่อขับเกิน 4 ชม.เพื่อให้ลดความร้อน ให้น้ำมันในระบบคลายความร้อนกลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง
9.เกียร์ถอยกินน้ำมันมากสุด ควรค่อยๆถอยไม่ต้องรีบ เกียร์ถอยใช้อัตราทดและแรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์
10.ก่อนถึงปลายทางสัก 500 เมตรให้ปิด COM แอร์ลดภาระเครื่อง เป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์และไล่เชื้อราที่อยู่ในนั้นด้วย
11.เช็คลมยางให้สม่ำเสมอทุกๆ 2 อาทิตย์และเมื่อจะออกเดินทางไปต่างจังหวัด ลมยางอ่อนวิ่งได้ช้า ขอบยางสึกมากอายุการใช้งานสั้น
12.พยายามอย่าใส่ของไว้ในรถเยอะ เพิ่มน้ำหนักรถทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้น 20 % ตามระยะทาง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.manager.co.th
Top
 
  เอธานอล อัศวินม้าขาวของวิกฤตราคาน้ำมันเบนซิน 
เชื่อหรือไม่ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ก็คือผู้บริโภคน้ำมันเบนซินอย่างพวกเราทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ใช้น้ำมันดีเซลที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นตามมาติด ๆ ในเมื่อเราไม่สามารถเลิกใช้รถเพื่อการเดินทางได้ ดังนั้นการใช้พลังงานทดแทนดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบันนี้

เอธานอล คืออะไร
เอธานอล เป็นแอลกอฮอล์ที่ได้จากการแปรรูปพืชประเภท แป้ง และน้ำตาล สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ หากจะนำมาใช้เพียว ๆ เครื่องยนต์ก็ต้องออกแบบมาเพื่อใช้กับเชื้อเพลิงเอธานอลโดยเฉพาะ ซึ่งใช้กับเอธานอลบริสุทธิ์ 95 % (มีส่วนผสมของน้ำอยู่ 5 %) คงไม่คุ้มค่านักกับการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ให้สามารถใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้ (ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงจนสามารถนำไปดาวน์รถใหม่ได้) สำหรับเอธานอลบริสุทธิ์ 99.5 % สามารถนำไปผสมกับน้ำมันเบนซิน หรือ แกสโซลีน กลายเป็น แกสโซฮอล์ รูปแบบใหม่ของพลังงานทดแทนที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง

สำหรับประเทศไทย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลว่าในอนาคตอันใกล้นี้ พสกนิกรของพระองค์คงต้องประสบปัญญาราคาน้ำมันสูงเป็นแน่ แต่พืชพรรณทางการเกษตรกลับมีราคาตกต่ำลง โดยเฉพาะอ้อยที่นิยมเพาะปลูกมากจนมีปริมาณล้นความต้องการของประเทศ จึงมีพระกระแสรับสั่งให้โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา ดำเนินการศึกษาค้นคว้าและทดลองใช้เชื้อเพลิงเอธานอลกับรถยนต์ โดยมีภาคเอกชนหลายหน่วยงานร่วมพัฒนาโครงการ จนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

อย่างไรก็ดี ภาครัฐควรเร่งการขยายสาขาให้บริการแกสโซฮอล์ให้มากยิ่งขึ้น เพราะนั่นหมายถึงการช่วยชาติลดการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ลดการเสียดุลการค้า ที่สำคัญที่สุดผลผลิตทางการเกษตรที่นำมาแปรรูปเป็นเอธานอลได้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เกษตรกรผู้ผลิตก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ชีวิตการเป็นอยู่ดีขึ้น เช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.ethanol-thailand.com
Top  
  สี่แยกอารมณ์เสีย

เคยสังเกตุหรือไม่ว่าเมือท่านขับรถไปหยุดตามสี่แยกไฟแดง จะต้องมีเพื่อนร่วมทางของท่านคนใดคนหนึ่งถูกเพื่อร่วมทางของท่านอีกคนหนึ่งต่อว่าด้วยเสียงแตร บ้างก็แค่เตือนเบา ๆ บ้างก็ต่อว่าแบบเอาเป็นเอาตาย(คงอารมณ์เสียมาจากสี่แยกที่แล้วแน่ๆ เลย) บังเอิญว่าคันที่บีบแตรเสียงดังน่าปวดหัวดันมาอยู่ข้างหลังเราเสียด้วย เอ… อย่างนี้เราจะยอมขยับออกไปทับเส้นหยุดรถหรือจะทนหูตึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดีนะ เดี๋ยวคุณตำรวจจราจรเข้าใจผิดละก็…ยุ่งกันละทีนี้


โล่งอกที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลจิตดลใจให้ให้เข้มแข็ง เพราะเราก็รู้อยู่เต็มอกว่าความผิดฐานละเมิดพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีกำหนดอัตราโทษอย่างไร (เพิ่งไปสอบใบขับขี่มา ไม่พลาดอยู่แล้ว)ก็เลยอยากจะนำมาบอกต่ออีกครั้ง เพราะหลายท่านขับรถมานานอาจจะหลงลืมกันได้ โดยเฉพาะการฝ่าฝืนในเรื่องต่อไปนี้

  1. ไม่เตรียมหยุดรถหลังเส้นให้หยุด เมื่อเห็นสัญญาณจราจรสีเหลืองอำพัน
2. ไม่หยุดรถหลังเส้นให้หยุด เมื่อเห็นสัญญาณจราจรสีแดง หรือเครื่องหมายจราจรสีแดงมีคำว่าหยุด
3. ไม่ขับรถต่อไปเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจรสีเขียว หรือเครื่องหมายจราจรสีเขียวที่มีคำว่าไป
4. ไม่เลี้ยวรถหรือขับรถตรงไปตามสัญญาณสีเขียวชี้ให้เลี้ยวหรือชี้ให้ตรงไป หรือตามสัญญาณจราจร
    ไปลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยว หรือชี้ให้ตรงไป
5. ไม่หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นสัญญาณจราจรไปกระพริบสีแดง
6. ไม่ลดความเร็วของรถลงเมื่อเห็นสัญญาณจราจรไฟกระพริบสี่เหลืองอำพัน

ทั้งหมดนี้มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ถ้าจะให้ดีเลี่ยง ๆ ไว้จะดีกว่า เงินก็ไม่เสีย อารมณ์ก็
ไม่เสีย สิ่งไหนที่พอจะให้อภัยกันได้ก็ให้อภัยเถอะ คนไทยด้วยกันทั้งนั้น แบ่งปันน้ำใจให้กันคนละเล็กละน้อยการขับรถบนท้องถนนก็ไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไปและอย่าลืมว่าขับรถต้องมีสติ มิเช่นนั้นอาจต้องเสียสตางค์ นะ…จะบอกให้
Top  
  บทเรียนราคาแพงจากแบตเตอร์รี่

นับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบนความประมาทเลินเล่อและเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ขับรถทุกท่าน โดยเฉพาะท่านที่ขับเป็นอย่างเดียวและไม่คิดที่จะหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์ด้วยตนเอง ก็ใครจะไปคิดว่าแบตเตอร์รี่ลูกเล็ก ๆ ลูกเดียวจะสามารถสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ได้มากถึงเพียงนี้

เรื่องมีอยู่ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ลูกใหม่ก็เลยขับรถไปเปลี่ยนที่ร้านโดยเลือกแบตเตอร์รี่ชนิดเติมน้ำกรดแล้วใช้งานได้ทันที ไม่นานช่างก็บอกว่าเรียบร้อยแล้วจึงชำระเงินแล้วขับรถไปธุระต่างจังหวัด
ระหว่างทางเมื่อรถตกหลุมหรือผ่านทางขลุขละมาก ๆ จะได้ยินเสียงดังมาจากเครื่องยนต์แต่ไม่ได้เอะใจเพราะความไม่รู้จึงคิดไปเองว่า “มันเป็นเรื่องปกติ” จนกระทั่งมาถึงปั๊มน้ำมันเลยได้มีโอกาสออกมายืดเส้นยืดสายนอกรถทันใดนั้นก็ได้กลิ่นผิดปกติเล็ดลอดออกมาจากห้องเครื่อง แต่ก็ยังคิดว่า “มันเป็นเรื่องปกติ” แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร

จนกระทั่งจะออกเดินทางต่อ เพื่อนที่มาด้วยรู้สึกถึงกลิ่นที่ไม่ปกติจึงขอเปิดกระโปรงหน้ารถดูถึงกระนั้นก็ยังปลอบใจเพื่อนอีกว่า ไม่มีอะไรหรอก “มันเป็นเรื่องปกติ” แต่ก็ทนการรบเร้าจากเพื่อนไม่ได้จึงยอมเปิดฝากระโปรงให้ดู ทันทีที่เพื่อนเปิดกระโปรงหน้ารถขึ้น สีหน้าก็บอกทันทีว่าต้องเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นแน่ ๆ

แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า เครื่องยนต์ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เป็นเครื่องเดียวกับตอนที่เปลี่ยนแบตเตอร์รี่เพราะตอนนี้มันเต็มไปด้วยคราบสีขาว วัสดุที่เป็นยางก็ยุ่ยละลายเป็นจุด ๆ ที่เด่นชัดสุดก็คือตำแหน่งของแบตเตอร์รี่บัดนี้มันเอียงผิดไปจากตำแหน่งเดิม น็อตของสายยึดแบตฯ หลุดหายไป ฝาปิดช่องเติมน้ำกลั่นปิดไม่สนิทตัวถังด้านในด่างเป็นจุด ๆ และยังกระเด็นเลยไปโดนตัวถังด้านนอกอีก โอย!!! ลมแทบจับ มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ณ วินาทีนั้นคิดอะไรไม่ออก มันมืดแปดด้าน โชคดีที่ปั๊มนี้มีบริการตรวจเช็คเครื่องยนต์ จึงขอให้ช่างมาดูซึ่งช่างได้เติมน้ำกรดให้ใหม่ปิดฝาให้สนิท ขยับให้แบตฯเข้าที่เข้าทางขันให้แน่น เอาน้ำเปล่ามาราดที่เครื่งยนต์ให้น้ำกรดเจือจางไปบ้างถึงแม้ว่ามันคงช่วยอะไรไม่ได้มากก็ตาม แล้วแนะนำให้นำรถเข้าอู่ซ่อมตัวถังและสีเพื่อแก้ไขสิ่งที่น้ำกรดกร่อนโดยเร็ว ก่อนที่จะเสียหายมากไปกว่านี้

เป็นอันว่าธุระก็ไม่ได้ไปและยังต้องขับรถกลับกรุงเทพฯอีกเป็นร้อยกิโล ตลอดการเดินทางกลับนึกโทษตัวเองตลอดว่าทำไมเราไม่สนใจเรื่องการดูแลรักษารถยนต์บ้างนะ แค่เสียเวลาอีกไม่กี่นาทีเพื่อตรวจความเรียบร้อยซ้ำอีกครั้งความเสียหายนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และเมื่อมาถึงอู่ซ่อมสีช่างได้ตรวจสอบให้อย่างละเอียดปรากฏว่าความเสียหายนั้นมากมายกว่าที่คิด ท่อยางและสายไฟต่าง ๆ ที่โดนน้ำกรดต้องเปลี่ยนใหม่หมด ส่วนที่เป็นโลหะถ้าปล่อยทิ้งไว้สนิมจะขึ้น ชิ้นส่วนไหนที่พอจะขัดออกได้ก็ขัดออกแล้วเคลือบป้องกันสนิมใหม่ ชิ้นส่วนที่เสียหายมากก็ต้องเปลี่ยน นอกจากนี้ ฝากระโปรง,กันชนหน้า,กระจังหน้า,แก้มหน้าซ้าย(ด้านที่แบตฯอยู่) เรียกได้ว่าแทบจะทุกชิ้นส่วนได้รับความเสียหาย วิธีการแก้ไขก็ต้องถอดส่วนต่าง ๆ ออกมาเป็นชิ้น ๆ เพื่อให้ช่างได้ทำงานได้สะดวก แล้วคุณจะรู้สึกยังไงถ้าได้เห็นรถคันงามของคุณในสภาพที่ถูกถอดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

เบ็ดเสร็จแล้วงานนี้หมดค่าซ่อมไปหลายหมื่นบาท นับเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต ตั้งแต่วันนั้นคู่มือการใช้รถทีไม่ได้เปิดอ่านเลยตั้งแต่ซื้อรถมาใหม่ ๆ ก็ถูกทำความรู้จักอย่างละเอียดถี่ถ้วนครบทุกตัวอักษรนอกจากนั้นยังได้ทำความรู้จักกับเครื่องยนต์ในจุดต่าง ๆ ว่าเรียกว่าอะไร มีความสำคัญอย่างไรบ้าง เพื่อวันข้างหน้าจะได้ไม่เกิดปัญหาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ซ้ำอีก

เพราะแค่นี้ก็ทำให้จำไปจนตายแล้ว!

Top  
  เมื่อขับรถยนต์ขณะฝนตก

ขณะขับรถยนต์ แล้วมีน้ำขังอยู่บนพื้นถนน ถ้าวิ่งด้วยความเร็วสูงยางรถจะแทรกเข้าไปในน้ำที่ขับอยู่ ทำให้ล้อไม่สามารถหมุนได้ แต่จะเคลื่อนไปบนน้ำเหมือนสกีน้ำ ภาวะดังกล่าวเรียกว่า การเกิดไฮดรอพ เรนนิ่ง (HIGH DROP RAINING) ถ้าเกิดภาวะเช่นนี้ จะรู้สึกว่าพวงมาลัยเบามากและไม่สามารถจะเบรคหรือเลี้ยวรถได้เลย และจะทำให้การเบรค การใช้พวงมาลัยไม่ค่อยได้ผล

เพื่อไม่ให้เกิดภาวะไฮดรอพ เรนนิ่ง ขึ้นให้ใช้ความเร็วต่ำกว่าวันที่อากาศดี หากเกิดภาวะดังกล่าว อย่ารีบร้อนหักพวงมาลัย หรือเหยียบเบรค เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ควรจับพวงมาลัยให้มั่นและปลดเกียร์ต่ำ แล้วรอให้ความเร็วลดลงอย่างมีสติ

กรณีที่ขับรถระหว่างฝนตกหนัก
หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีน้ำขัง โดยพยายามเบี่ยงออกทางด้านซ้ายหรือขวาของแอ่งน้ำ น้ำฝนอาจจะเข้าไปในเบรค ทำให้เบรคไม่ทำงานชั่วขณะได้ ให้ใช้วิธีเหยียบเบรคเบาๆหลายๆครั้ง เพื่อทำให้เบรคแห้ง

Top   
  เกียร์อัตโนมัติ
  • กรณีที่สตาร์ทเครื่องยนต์แต่ไม่ติดขึ้นมา โดยที่ไม่เสียงเครื่องยนต์ดังแม้แต่นิดเดียว เมื่อบิดสวิตช์กุญแจ ให้ท่านลองโยกที่คันเกียร์ด้วยการผลักไปมา และมาหยุดลงที่ตำแหน่ง P ก่อนที่จะโยกเบาๆ ให้เข้าทาง แล้วจึงสตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นมา

  • การใช้สวิตช์ O/D ที่ตำแหน่ง ON หรือ OFF กับความเร็วไม่เกิน 100 กม. ต่อ ชม. ก็สามารถใช้ได้ ไม่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์แต่อย่างใด สามารถทำสลับเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องจอดรถ เพียงแต่จะมีความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่างกันเท่านั้น
Top   
  ดูแลพวงมาลัยพาวเวอร์


1. ตรวจสอบระดับน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ การปล่อยให้ระดับน้ำมันเพาเวอร์พร่องไป จะทำให้เกิด
อาการพวงมาลัยหนักขึ้นในบางจังหวะได้เช่นกัน
2. ตรวจสอบสภาพสายพานเพาเวอร์ หากขับรถอยู่แล้ว เกิดสายพานขาด ก็ไม่ใช่จะอันตรายถึงขนาด
ควบคุมทิศทางไม่ได้ การควบคุมทิศทางยังสามารถทำได้อยู่ เพียงแต่ต้อง ออกแรงมาก เพื่อหักเบน
พวงมาลัย เพื่อนำรถเข้าข้างทาง

ขอแนะนำ : หมั่นนำรถเข้าตรวจเช็คตามระยะที่ศูนย์บริการกำหนดไว้

Top   
  รถยนต์สีอะไรปลอดภัยบนถนน


จากการทดสอบของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สรุปได้ว่า รถยนต์สีน้ำเงินหรือฟ้า (หรือสีบลู) กับสีเหลือง จะเป็นสีที่ให้ความปลอดภัยสูงที่สุดในยามที่แล่นฉิวปลิวลมไปบนถนนหลวง

รถยนต์สีน้ำเงินหรือสีฟ้านั้นจะให้ความปลอดภัยสูงสุดในเวลากลางวันและในยามที่มีหมอกลง เพราะผู้ร่วมใช้ถนนอยู่จะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด

รถยนต์สีเหลืองจะมีความปลอดภัยสูงสุดในเวลากลางคืน ส่วนสีที่ไม่น่าใช้ที่สุดคือ สีเทา แต่ผลการศึกษาของเมอร์เซเดสเบนซ์ บอกว่า สีขาวเป็นสีที่เหมาะสมที่สุด เพราะสามารถมองเห็นได้เด่นชัดจากทุกทิศทาง จะมีจุดอ่อน ก็เพียงเมื่อยามที่เกิดมีหิมะตกหนักปกคลุมถนน และวิ่งบนพื้นที่ทรายสีขาว รองลงไปจากสีขาวเป็นสีเหลืองสดใส และอันดับสามเป็นสีส้มสด เพราะผู้ร่วมใช้ถนนมองเห็นชัดมาก ส่วนสีที่ไม่น่าใช้ เมอร์เซเดสเบนซ์ บอกว่า สีเขียวเข้ม หรือดาร์คกรีน

Top   
  การดูแลรักษาชิ้นส่วนภายใน


ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ เช็ดถู และหากเป็นไปได้ควรใช้พวกผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาพลาสติก สำหรับส่วนที่เป็นช่องเป่าลมแอร์ หากมีฝุ่นละอองเกาะตามซอกเล็ก สามารถกำจัดเจ้าฝุ่นละอองเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น โดยใช้พวกแปรงไฟฟ้าสถิตที่สามารถดูดฝุ่นละอองได้

ห้ามใช้น้ำกับบริเวณเบาะที่นั่ง หรือส่วนที่เป็นผ้าบุหลังคาจนเปียกชุ่ม ควรใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตลอดจนห้ามใช้สารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวละลายกับชิ้นส่วนต่างๆ เช่น พวกไนโตรทินเนอร์ แอลกอฮอล์ น้ำมันเบนซิน หรือน้ำมันดีเซล เป็นต้น

อุปกรณ์วัสดุที่เป็นยาง นอกจากใช้น้ำในการทำความสะอาดแล้ว ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษายาง และพวกสเปร์ซิลิโคนเท่านั้น

แผงลายไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้จริงหรือทำจากเรซิ่นก็ตาม ควรเช็ดถูทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆเท่านั้น

ผ้ายางปูพื้นหรือพรมสกปรกมาก สามารถทำความสะอาดได้จากการใช้น้ำยาทำความสะอาด ควรนำผ้ายางปูพื้นออกมาสลัดฝุ่นทิ้ง และดูดฝุ่นที่พรมปูพื้นเป็นประจำ ซึ่งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของคอยล์เย็น ไม่ให้อุดตันเร็วนัก ยืดระยะเวลาในการล้างตู้แอร์ให้ยาวนานออกไป
Top   
Copyright © 2003 www.clicksmartcar.com All Right Reserved.